จังหวะ

จังหวะ
            หมายถึง  การแบ่งส่วนย่อยของทำนองเพลง  ซึ่งดำเนินไปด้วยเวลาอันสม่ำเสมอ  ทุก ๆ ระยะของส่วนที่แบ่งนี้คือจังหวะ
            จังหวะที่ใช้ในการดนตรีไทยแยกออกได้เป็น 3 อย่าง  คือ
            ๑. จังหวะสามัญ  หมายถึง  จังหวะทั่วไปที่จะต้องยึดถือเป็นหลักสำคัญของการขับร้องและ บรรเลง  แม้จะไม่มีสิ่งใดเป็นเครื่องให้สัญญาณจังหวะ  ก็ต้องมีความรู้สึกอยู่ในใจตลอดเวลา จังหวะสามัญนี้อาจแบ่งซอยลงไปได้เป็นขั้น ๆ  แต่ละขั้นจะใช้เวลาสั้นลงครึ่งหนึ่งเสมอไป (ยกเว้นเพลงพิเศษที่เป็นอัตราผสม  เช่นเพลงจังหวะ 6/8  หรือ 9/8 เป็นต้น)  และเมื่อจังหวะสั้นลงครึ่งหนึ่งจำนวนจังหวะก็มากขึ้นอีกเท่าตัว
อุทาหรณ์ : เพลงหนึ่งมี 8 จังหวะ  กินเวลาบรรเลง 128 วินาที  จึงเป็นจังหวะละ 16 วินาที  จะซอยส่วนจังหวะลงได้ดังนี้
จังหวะละ 16 วินาที  เป็นเพลง 8 จังหวะ
ถ้าจังหวะละ 8 วินาที  ก็เป็นเพลง 16 จังหวะ
ถ้าจังหวะละ 4 วินาที  ก็เป็นเพลง 32 จังหวะ
ถ้าจังหวะละ 2 วินาที  ก็เป็นเพลง 64 จังหวะ
ถ้าจังหวะละ 1 วินาที  ก็เป็นเพลง 128 จังหวะ
            ผู้ขับร้องและผู้บรรเลงดนตรีจะยึดถือเอาจังหวะขนาดไหนเป็นสำคัญ  ก็แล้วแต่ความเหมาะสมของลักษณะเพลงนั้น ๆ
            ๒. จังหวะฉิ่ง  เป็นการแบ่งจังหวะด้วยเสียงที่ตีฉิ่ง เพื่อให้รู้จังหวะเบาและจังหวะหนัก  โดย ปกติฉิ่งจะตีสลับกันเป็น “ฉิ่ง” ทีหนึ่ง “ฉับ” ทีหนึ่ง  ฉิ่งเป็นจังหวะเบาและฉับเป็นจังหวะหนัก  ส่วนจะใช้จังหวะถี่หรือห่างอย่างไรก็แล้วแต่ลักษณะของเพลง
            เพลงพิเศษบางเพลงอาจตีแต่เสียงที่ดังฉิ่งล้วน ๆ หรือฉับล้วน ๆ ก็ได้  เพลงสำเนียงจีนหรือญวนมักตีเป็น“ฉิ่งฉิ่งฉับ”  แต่นี่เป็นการแทรกเสียงฉิ่งพยางค์ที่ 2 เข้ามาอีกพยางค์หนึ่งเท่านั้นมิได้เป็นจังหวะพิเศษอย่างใด  ส่วนเพลงจังหวะพิเศษ  เช่น  เพลงจำพวกโอ้โลม  ชมตลาด  และญาณี  การตีฉิ่งมีจังหวะกระชั้นในตอนท้ายประโยค  เพราะเป็นเพลงประเภทประโยคละ 7 จังหวะ  ถ้าเทียบกับโน้ตสากลก็เป็นจังหวะ 7/4  ห้องหนึ่งมีจังหวะ 4/4 กับ 3/4 รวมกัน  จังหวะหนัก (ฉับ) จะตกที่จังหวะที่ 1 กับที่ 5 ตลอดไป  หรือจะเขียนเป็น 4/4 ห้องหนึ่ง  ห้องหนึ่งสลับกันไปก็ได้  ถ้าเขียนดังนี้  จังหวะหนัก (ฉับ) ก็จะตกที่จังหวะ 1 (หน้าห้อง) ทุก ๆ ห้องและจังหวะเบา (ฉิ่ง) ก็จะตกจังหวะที่ 3 ทุกห้อง
            ๓. จังหวะหน้าทับ  คือ  การถือหน้าทับเป็นเกณฑ์นับจังหวะ  หมายความว่า  เมื่อหน้าทับตีจบไปเที่ยวหนึ่งก็นับเป็น 1 จังหวะ  ตีจบไป 2 เที่ยวก็เป็น 2 จังหวะ  แต่หน้าทับที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดจังหวะนี้  โดยปรกติใช้แต่หน้าทับที่เป็นประเภทของเพลงนั้น ๆ เช่น  ปรบไก่  หรือสองไม้ กับอัตราชั้นของเพลง เช่น 3 ชั้น  2 ชั้น และชั้นเดียว ส่วนเพลงที่มีหน้าทับพิเศษซึ่งมีความยาวมาก  ก็มิได้ถือเอาหน้าทับประจำเพลงเช่นนั้นมาเป็นเกณฑ์กำหนดจังหวะ เช่น  เพลงตระนิมิต (2 ชั้น)  ซึ่งมีหน้าทับตะโพนประจำเพลงอยู่  เวลาบรรเลงตะโพนก็จะตีหน้าทับตระซึ่งมีความยาวเท่ากันกับทำนองเพลง  หน้าทับกับทำนองเพลงก็จะจบลงพร้อมกัน  แล้วจะถือว่าเพลงตระนิมิตมีจังหวะเดียวหาได้ไม่  หากจะตรวจให้ทราบว่าเพลงตระนิมิตมีกี่จังหวะก็จะต้องใช้หน้าทับปรบไก่ 2 ชั้น  เป็นเกณฑ์ตรวจสอบ  เพราะเพลงตระนิมิตเป็นเพลงประเภทหน้าทับปรบไก่  เมื่อนำหน้าทับปรบไก่มาตีเข้ากับทำนองเพลงตระนิมิตก็ตะตีหน้าทับได้ 8 เที่ยว  จึงเป็นอันรู้ได้ว่าเพลงตระนิมิตมี 8 จังหวะ การที่นักดนตรีพูดกันว่าเพลงนี้เท่านั้นจังหวะ  เพลงนั้นเท่านั้น  ก็หมายถึง  การนับจังหวะหน้าทับดังกล่าวมานี้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s